|
ไทย - จีน สู่เส้นทางค้าเสรี ผัก ผลไม้ |
|
ในเอกสาร กลยุทธ์เจาะตลาดผักและผลไม้ในจีน ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทยกับจีน ได้ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์แก่ผู้สนใจ ดังนี้ กรอบความตกลงทั่วไป ระหว่าง ไทย - จีน จากระยะเวลาที่ผ่านมานั้นประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ดำเนินการเจรจาและมีข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้นำไปสู่กรอบความตกลงที่ต้องดำเนินการตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกรอบความตกลงทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องการค้าของทั้ง 2 ประเทศ ประกอบด้วย 1.อาเซียนและจีนมีการลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน - จีน ( Framework Agreement on ASEAN - China Comprehensive Economic Cooperation ) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 เป็นแนวทางสำหรับการเจรจาตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน ซึ่งครอบคลุมด้วยการค้าสินค้า การบริการ การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ 2.ภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน - จีน ด้านสินค้าได้กำหนดให้ลดภาษีภายในวันที่ 1 มกราคม 2548 และเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2553 สำหรับอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และจีน และภายในปี 2558 สำหรับอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ) โดยกำหนดอัตราภาษีปกติลดลงปีสุดท้ายมี 2 อัตรา คือ 0 เปอร์เซ็นต์ และ 5 เปอร์เซ็นต์ และได้กำหนดให้เริ่มลดภาษีสินค้าบางรายการลงทันที (Early Harvest : EH) ของสินค้าเกษตรทุกรายการ ในตอนที่ 01 - 08 ได้แก่ สัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ใช้บริโภค ปลาและสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์จากสัตว์อื่น ต้นไม้ และพืชที่มีชีวิต พืชผักใช้บริโภค และผลไม้ โดยให้ลดภาษีภายในวันที่ 1 มกราคม 2547 ให้เป็น 0 ภายในปี 2549 สำหรับอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และจีน ส่วนอาเซียนใหม่ภายในปี 2553 3.ตามกรอบของ EH ไทยและจีนได้ลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีสินค้าผักและผลไม้ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ให้ลดภาษีนำเข้าของ 2 ประเทศ ให้ลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 นี้ เป็นต้นไป มูลค่าค้าขายสินค้า ตามพิกัด 07 และ 08 ที่ผ่านมา จากข้อมูลของเอกสารกลยุทธ์เจาะตลาดผักและผลไม้ในจีน ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทยกับจีน ได้บ่งชี้ถึงมูลค่าการส่งออกและนำเข้าของสินค้าที่อยู่ในพิกัดศุลกากร ตอนที่ 07 และ 08 ไว้ว่า ในส่วนของการสินค้า ตอนที่ 07 พืชผักใช้บริโภคนั้น ในช่วงปี 2541 -2545 แนวโน้มมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าของไทยมีอัตราเพิ่มเฉลี่ย ร้อยละ 75 และ 37 ต่อปี ตามลำดับ สำหรับในปี 2545 ไทยและจีนมีมูลค่าการค้ารวมกันประมาณ 4,772 ล้านบาท เป็นการส่งออกของไทยมูลค่า 4,408 ล้านบาท และเป็นการนำเข้าของไทย 365 ล้านบาท ทำให้ได้เปรียบดุลการค้า 4,403 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดุลการค้าพืชผัก (ไม่รวมมันสำปะหลัง) พบว่า ไทยขาดดุลการค้า 361 ล้านบาท ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ มันสำปะหลัง ถั่วและพืชผัก ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ กระเทียม หอมหัวใหญ่ หัวผักกาด บรอดบีน มันฝรั่ง และหน่อไม้แห้ง ขณะที่สินค้า ตอนที่ 08 ผลไม้ ในช่วงปี 2541 - 2545 แนวโน้มมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าของไทยมีอัตราเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 106 และ 24 ต่อปี ตามลำดับ สำหรับในปี 2545 ไทยและจีนมีมูลค่าการค้ารวม 2,671 ล้านบาท เป็นการส่งออกของไทยมูลค่า 1,486 ล้านบาท และเป็นการนำเข้าของไทย 1,184 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 302 ล้านบาท ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ลำไย ทุเรียน ส้มโอ กล้วยไข่ มังคุด สับปะรดแห้ง และมะละกอ ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ แอปเปิ้ล ลูกนัต แพร์ คลินซ์ แอพริคอต เซลนัต และฟิสตาซิโอ สำหรับการส่งออกที่ผ่านมาในแง่ของโครงสร้างภาษีนำเข้า สำหรับสินค้าผัก ไทยเก็บภาษีนำเข้าอยู่ระหว่าง 36 -58.2 เปอร์เซ็นต์ และจีนเก็บภาษีนำเข้าอยู่ระหว่าง 0 -13.6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สินค้าผลไม้ ไทยเก็บภาษีนำเข้าอยู่ระหว่าง 10 -55.2 เปอร์เซ็นต์ และจีนเก็บภาษีนำเข้าอยู่ระหว่าง 0 - 39 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ทางจีนยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้นำเข้าผลไม้สด 13 เปอร์เซ็นต์ และผลไม้แห้ง 17 เปอร์เซ็นต์ พร้อมนี้ในส่วนของมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี พบว่าทางจีนได้ใช้มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยกับสินค้าผักและผลไม้ โดย 1.ใช้การตรวจโรคพืช และแมลง และสารตกค้าง และสิ่งเจือปนอื่น ๆ อย่างเข้มงวดและใช้เวลานาน ทำให้สินค้าเน่าเสีย เช่น ลำไย ต้องตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 2.กำหนดต้องให้มีใบอนุญาตสุขอนามัยและการรับรองฟาร์ม จากกรมวิชาการเกษตรของไทยมาแสดงพร้อมการนำเข้า เช่น ทุเรียน และมะม่วง ปัญหาและอุปสรรค เมื่อค้าขายกับจีน ในแง่ของปัญหาและอุปสรรคด้านการค้าขายกับประเทศสาธารณรัฐประชาจีนนั้น มีข้อต้องพิจารณาหลายประการ คือ 1.มาตรการทางด้านการค้าที่มิใช่ภาษี โดยในการนำเข้าผลไม้มีข้อกำหนด ดังนี้ - มีใบรับรองโรคพืชและแมลง และต้องผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐด้านสุขอนามัยพืช ณ ด่านกักกันพืช ที่ท่าอากาศยาน และท่าเรือ เช่น ในการนำเข้าลำไยกำหนดให้ หากสุ่มตรวจพบโรคและแมลงต้องนำไปรมควันด้วย Methyl Bromide ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น รวมทั้งต้องมีใบรับรองตรวจสอบสารตกค้าง จากกรมวิชาการเกษตร ไม่ให้มีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างที่เนื้อลำไยเกินกว่า 300 ppm และไม่มีสารตกค้างเมทามิโดฟอส - มะม่วงและทุเรียนที่จะส่งเข้านั้นต้องมาจากสวนที่ผ่านการตรวจสอบและจดทะเบียนแล้วจากกรมวิชาการเกษตร ส่งผลให้สวนที่ไม่ได้ผ่านการรับรองไม่สามารถส่งเข้าไปมณฑลที่มีการเข้มงวด เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง 2.ระเบียบการนำเข้าและส่งออกผลไม้ MOFTEC (Ministry of Foreign Trade and Economic Cooperation) กำหนดให้ผู้นำเข้าและส่งออกได้จะต้องเป็นผู้ที่มีใบรับรองอนุญาต (License) สำหรับบริษัทธุรกิจจีนที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองชายฝั่งทะเล ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านหยวน จึงจะสามารถขออนุญาตประกอบการนำเข้า-ส่งออกได้ สำหรับบริษัทธุรกิจที่อยู่ในเมืองอื่น ๆ ทุนจดทะเบียนจะลดลงเหลือเพียงไม่ต่ำกว่า 3 ล้านหยวน ของแต่ละมณฑล ซึ่งในการขออนุญาตนำเข้าผลไม้ไทยจะนำเข้าและจำหน่ายได้จะต้องผ่านผู้ได้รับอนุญาตดังกล่าว 3.การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศจีน แม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดเหลือศูนย์ก็ตาม แต่จีนยังมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้นำเข้า ร้อยละ 13 สำหรับผลไม้สด และร้อยละ 17 สำหรับผลไม้แปรรูป ทำให้ผู้นำเข้าผลักภาระไปให้พ่อค้าขายส่ง ขายปลีก ส่งผลให้ราคาผลไม้ของไทยสูงกว่าผลไม้ที่ผลิตในจีน 4.คุณภาพมาตรฐานของผลผลิตของไทย ผลผลิตสินค้าเกษตรของไทยยังไม่ได้มาตรฐานการส่งออกและมีปัญหาสารตกค้าง เนื่องจากยังมีเกษตรกรไม่ปฏิบัติตามวิธีการเกษตรดีที่เหมาะสม (Good Agriculture Practice : GAP) ทำให้สินค้ายังคงมีปัญหาสารตกค้าง ได้แก่ ผัก ผลไม้ (ลำไย ทุเรียน) 5.การกำหนดมาตรฐานสินค้าส่งออก ยังมีปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ - มาตรฐานคุณภาพสินค้าของไทยบางส่วนยังไม่มีการกำหนดคุณภาพ และที่มีการกำหนดไปแล้วก็ยังไม่มีการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ รวมทั้งการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าส่งออกยังขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่ชำนาญเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ด้านพืช - ขาดความร่วมมือในการกำหนดมาตรฐานสินค้าส่งออกของทั้ง 2 ประเทศ ให้เป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน 6.แหล่งรวบรวมและกระจายสินค้าของไทย ปัจจุบันยังขาดผู้ขายส่งสินค้า (Distributors) ของไทยในตลาดจีน ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมสินค้าที่นำเข้าจากไทยและกระจายสินค้าของไทยไปยังตลาดในมณฑลต่าง ๆ ในจีน 7.เส้นทางและระวางขนส่งสินค้า ในส่วนที่ยังเป็นปัญหาประกอบด้วย - เส้นทางการขนส่งหลักจากไทยไปจีนยังเป็นการขนส่งทางเรือ ซึ่งต้องผ่านฮ่องกงก่อนเข้าสู่จีน ไปยังเมืองท่าหลัก ๆ คือ กวางโจ และเซินเจิน ก่อนกระจายสู่มณฑลต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่ใช้การขนส่งทางบก โดยรถยนต์บรรทุกธรรมดา ขณะที่เส้นทางยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ทำให้เกิดความล่าช้า และคุณภาพของผลไม้ด้อยลงเมื่อถึงปลายทาง รวมทั้งไม่สามารถขนส่งในระยะทางไกล ๆ ได้ - ค่าระวางขนส่งค่อนข้างแพงและขาดแคลน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการส่งออกมาก ๆ - ขาดเรือพาณิชย์ที่เป็นของไทยในการขนส่งสินค้าเส้นทางแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันต้องพึ่งพาเรือพาณิชย์ของจีนเกือบทั้งหมด แปด การบริหารจัดการธุรกิจในจีน ปัจจุบันขาดศูนย์กลางข้อมูลทางด้านธุรกิจการค้าเชิงลึกของจีนทั้งด้านกฎหมาย ระเบียบ และวัฒนธรรมการค้าของจีนที่จะเชื่อมโยงให้กับผู้ส่งออกของไทยใช้ในการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งปัญหาการเจรจาทางการค้าที่ยังใช้ภาษาจีนเป็นหลัก โอกาสทางการค้าของไทยสู่จีน หากมองในแง่ของโอกาสทางการค้าระหว่างไทยกับจีนแล้ว จากข้อมูลในเอกสารชิ้นนี้ได้ประมวลข้อเด่นของไทย ดังนี้ 1.เนื่องจากไทยมีศักยภาพการผลิตของสินค้าหลายชนิดที่ยังคงได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศจีนและคู่แข่งขันที่สามารถผลิตเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ เช่น ลำไย ทุเรียน มังคุด ส้มโอ เงาะ กล้วยไข่ ลองกอง และมะพร้าวอ่อน 2.ตลาดจีนมีโอกาสขยายการส่งออกได้อีกมาก เนื่องจากจีนมีประชากรจำนวนมาก ประมาณ 1,300 ล้านคน และเศรษฐกิจจีนค่อนข้างมีเสถียรภาพ รายได้ของประชากรดีขึ้น โดยเฉพาะเมืองเซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง หนานหนิง ฟูเจียน เซียะเหมิน ปักกิ่ง และเฉินตู เป็นต้น ซึ่งไทยน่าจะมีโอกาสในการเจาะตลาดนี้ได้เพิ่มขึ้น 3.การขนส่งสินค้าเกษตรจากไทยไปจีนมีโอกาสขยายเส้นทางทะเลมุ่งสู่ตลาดจีนโดยไม่ต้องผ่านฮ่องกง เนื่องจากการลดภาษีเป็น 0 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไทยสามารถส่งสินค้าไปท่าเรือของเมืองต่าง ๆ ของจีนโดยตรงได้มากขึ้น เช่น เซี่ยงไฮ้ นานกิง กวางตุ้ง และเซียะเหมิน เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ เส้นทางขนส่งทางอากาศยังสามารถขยายการส่งสินค้าผลไม้ไปยังสนามบินเมืองต่าง ๆ ในมณฑลยูนนานและเมืองอื่น ๆ ที่สำคัญได้เพิ่มมากขึ้น กลยุทธ์ส่งออกสินค้าสู่จีน สำหรับในส่วนของกลยุทธ์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออก จากข้อมูลที่นำเสนอ ได้แบ่งแนวทางออกเป็น 2 แนวทาง คือ 1.กลยุทธ์ระยะสั้น ดำเนินการใน ปี 2546 - 2548 2.กลยุทธ์ระยะกลาง ดำเนินการใน ปี 2546 - 2550 โดย กลยุทธ์ในระยะสั้น ดำเนินการใน ปี 2546 - 2548 รวมทั้งสิ้น 5 ด้าน ดังนี้ 1.การรักษาคุณภาพสินค้า แนวทางการดำเนินงาน ให้จดทะเบียนและรับรองกระบวนการผลิต (GAP) ของสวนที่ผลิตเพื่อส่งออก สร้างห้องปฏิบัติการ / ห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่แหล่งผลิต ให้ภาคเอกชนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบกระบวนการผลิตและรับรองสินค้า (Cerify Body) ในระดับฟาร์มของเกษตรกรโดยรัฐเป็นผู้กำกับดูแลและรณรงค์ให้เกษตรกรได้เข้าใจถึงการปรับปรุงการผลิต เพื่อรักษาคุณภาพมาตรฐานเพื่อการส่งออก หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตรและสำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 2.ลดข้อกีดกันการค้า แนวทางดำเนินงานคือ แต่งตั้งผู้แทนไทยเพื่อเจรจา เพื่อลดข้อกีดกันด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ยกเลิกข้อตกลงให้นำเข้าได้เฉพาะ 5 สวน ที่ผ่านการตรวจสอบและจดทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร จัดทำ MRA ในด้านสินค้าเกษตรระหว่างไทยและจีน ยกเลิก/ขยายโควต้าการนำเข้าและลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรของจีนในเมืองท่าที่จะเปิดใหม่ หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กรมวิชาการเกษตร สำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ 3.เพิ่มช่องทางการจำหน่าย แนวทางดำเนินงาน ให้มีการส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรของไทยไปจีนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งการสร้าง Brand Name ของไทย จัดงานแสดงสินค้า โฆษณาในสื่อต่าง ๆ และจัดทำโปสเตอร์ในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้า หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงพาณิชย์ 4.ขยายเส้นทางขนส่ง แนวทางดำเนินงาน เจรจาขยายเส้นทางขนส่งทางทะเลไปยังเมืองท่าที่สำคัญ เช่น เซี่ยงไฮ้ ฟูโจว เซียะเหมิน หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงคมนาคม 5.สร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการธุรกิจ แนวทางดำเนินงาน ทั้งการฝึกอบรมด้านภาษาจีนและขนบธรรมเนียมจีนแก่นักธุรกิจ เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ ทำการศึกษาตลาดในเมืองที่สำคัญในมณฑลต่าง ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ นานกิง ฟูเจี้ยน เซียะเหมิน และกวางตุ้ง เป็นต้น โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินงบประมาณและ/หรือร่วมกับภาคเอกชนดำเนินการศึกษาตลาดในจีน หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน ส่วนกลยุทธ์ระยะกลาง ดำเนินการใน ปี 2546 -2550 มี 3 ด้าน ดังนี้ 1.เพิ่มช่องทางการจำหน่าย แนวทางดำเนินงาน จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าและเครือข่ายของไทยในมณฑลที่สำคัญเพื่อกระจายสินค้าเกษตรของไทยให้สะดวกและรวดเร็ว จัดตั้งบริษัทร่วมทุนการค้าสินค้าเกษตรหรือบริษัทตัวแทนการค้า เป็นตัวแทนการค้าและให้มีการค้าเกษตรแบบระบบ Account Trade หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน 2ขยายเส้นทางขนส่ง แนวทางดำเนินงาน เร่งรัดให้มีความร่วมมือระหว่างลาว พม่า เวียดนาม และไทยในการสร้างเส้นทางขนส่งทางบกไปสู่มณฑลยูนนานและให้มีธุรกิจเรือขนส่งของไทยในเส้นทางลุ่มแม่น้ำโขง หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงคมนาคม 3.สร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการธุรกิจ แนวทางดำเนินงาน จัดตั้งศูนย์กลางด้านข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ ที่เกี่ยวกับจีน เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยทราบข้อมูลกฎหมาย ระเบียบ ตลอดจนวัฒนธรรมการค้าของจีน หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน มูลค่าส่งออก ปี 2550 เพิ่มเป็น 11,5000 ล้านบาท ทั้งนี้ในบทสรุป ได้ประมาณถึงมูลค่าการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังจีนว่าจะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2550 จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าของมูลค่าส่งออกสินค้ารวมในปี 2545 หรือจากมูลค่า 5,800 ล้านบาท เป็น 11,500 ล้านบาท โดยสินค้าที่มีโอกาสในการส่งออกไปจีนมาก ได้แก่ ลำไย ทุเรียน ส้มโอ มังคุด เงาะ กล้วยไข่ ลองกอง และมะพร้าวอ่อน เส้นทางขนส่งสินค้าจากไทยสู่จีน ปัจจุบันการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น สามารถเลือกใช้เส้นทางได้ 3 วิธี คือ 1. การขนส่งทางเรือ ถือว่าเป็นเส้นทางขนส่งหลักในเวลานี้ ทั้งนี้การขนส่งทางเรือจากไทยสู่จีนสามารถทำได้สองเส้นทาง โดยเส้นทางแรก การขนส่งตามลุ่มแม่น้ำโขง ใช้เส้นทางจากท่าเรือที่อำเภอเชียงแสนหรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย เดินทางไปยังท่าเรือที่เมืองสิบสองปันนาในมณฑลยูนนานหรือไปยังท่าเรือเมืองหนานหนิง เขตการปกครองอิสระกวางสี จากนั้นกระจายสินค้าไปยังเมืองต่าง ๆ ต่อไป เส้นทางที่สอง การขนส่งทางทะเล ส่วนใหญ่การขนส่งสินค้าใช้เส้นทางจากแหลมฉบังผ่านทะเลจีนใต้ไปยังฮ่องกง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 วัน จากนั้นขนถ่ายสินค้าลงเรือเล็ก เพื่อขนส่งต่อไปยังท่าเรือหนานไห่ เข้าสู่ตลาดกลางค้าส่งผลไม้นำเข้าหลีสุ่ย เมืองกวางเจา และกระจายสินค้าไปเมืองต่าง ๆ ของมณฑลกวางตุ้งและมณฑลอื่น ๆเช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และเซียะเหมิน 2. การขนส่งทางอากาศ ส่วนมากใช้ขนส่งสินค้าตอนต้นฤดูกาลผลิตที่มีสินค้าน้อยและราคาสูงไปยังท่าอากาศยานในเมืองสำคัญต่าง ๆ ของจีน เช่น ท่าอากาศยานนครคุนหมิง เฉิงตู เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ซึ่งในปี 2544 ไทยมีการส่งออกผักและผลไม้ไปมีปริมาณ 100 ตัน มูลค่า 3.7 ล้านบาท 3. การขนส่งทางบก เป็นเส้นทางขนส่งไปยังจีนด้วยรถบรรทุกสินค้า ซึ่งสามารถใช้เส้นทางได้ 5 เส้นทาง แต่ปัจจุบันยังไม่นิยมใช้ เนื่องจากสภาพถนนไม่ดีและการก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยประกอบด้วย - เส้นทางแรก จากจังหวัดหนองคายเข้าสู่เวียงจันทน์ ประเทศลาว จากนั้นเข้าสู่ประเทศเวียดนาม และผ่านเข้าสู่ประเทศจีนทางเมืองหนานหนิง เขตการปกครองอิสระกวางสี - เส้นทางที่สอง จากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เข้าสู่ประเทศพม่าทางด่านท่าขี้เหล็ก ผ่านเมืองยองและเข้าสู่ประเทศจีนทางเมืองเหมิ่นซ่ง เพื่อเข้าสู่สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน โดยมีระยะทาง 240 กิโลเมตร - เส้นทางที่สาม จากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เข้าสู่ประเทศพม่าทางด่านท่าขี้เหล็ก ผ่านเมืองเชียงตุง แล้วเข้าสู่สิบสองปันนา ประเทศจีน มีระยะทาง 253 กิโลเมตร - เส้นทางที่สี่ จากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เข้าสู่ประเทศลาว ผ่านทางห้วยทรายใน หลวงน้ำทา บ่อเตน บ่อหวาน แล้วเข้าสู่สิบสองปันนา ประเทศจีน มีระยะทาง 254 กิโลเมตร -
เส้นทางที่ห้า จากอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เข้าสู่ประเทศลาว
ผ่านด่านห้วยโกร๋น ด่านน้ำเงิน ปากแบ่ง บ่อเตน บ่อหาน แล้วเข้าสู่สิบสองปันนา
ประเทศจีน มีระยะทาง 300 กิโลเมตร |