91 ร.จ. 1 ตอนที่ 175 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2517


 


พระราชบัญญัติ
กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร
พ.ศ. 2517

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2517
เป็นปีที่ 29ในรัชการปัจจุบัน




พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2517"

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้

"เกษตรกรรม" หมายความว่า การทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลี่ยงสัตว์น้ำ เลี้ยงผึ้ง เลี้ยงไหม เลี้ยงครั่ง เพาะเห็ด การประมง และเกษตรกรรมอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

"เกษตรกร" หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และให้หมายความรวมถึงกลุ่มเกษตรกรตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 141 ลงวันที่
1 พฤษภาคม 2515 สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์

"ผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น" หมายความว่า ผลิตผลอันเกิดจากเกษตรกรรมโดยตรงประเภทเมล็ดพืช เส้นใยธรรมชาติ และผลิตผลเกษตรกรรมอย่างอื่น ที่เกิดจากดอกผล ลำต้น ใบราก หัวหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพืช และให้หมายความรวมถึง สัตว์ที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์ และสัตว์น้ำที่ได้จากการประมง ตลอดจนผลิตผลพลอยได้อันเกิดจากผลิตผลเกษตรกรรมดังกล่าว ด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีว่าการประทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

"ผลิตภัณฑ์อาหาร" หมายความว่า ผลิตผลเกษตรกรรมที่ใช้เป็นอาหาร หรือส่วนประกอบของอาหารสำหรับคนหรือสัตว์ ไม่ว่าจะแปรรูปแล้วหรือไม่ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

"ค่าธรรมเนียมการส่งออก" หมายความว่า เงินที่เรียกเก็บจากผู้ส่งออกตามพระราชบัญญัตินี้

"ผู้ส่งออก" หมายความว่า ผู้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการค้า และให้หมายความรวมถึงเจ้าของหรือ บุคคลอื่น ซึ่งครอบครองผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในขณะส่งออกไปนอกราชอาณาจักรด้วย

"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร

"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 4 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า "กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร" ในกระทรวงการคลัง ประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินตามมาตรา 5 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน และใช้จ่ายช่วยเหลือ หรือส่งเสริมเกษตรกรในการผลิต การพยุงราคา และการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น และผลิตภัณฑ์อาหาร

ให้กระทรวงการคลังเก็บรักษาเงินและทรัพย์สินของกองทุนสงเคราะห์ เกษตรกร และดำเนินการเบิกจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ตามพระราชบัญญัตินี้

เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรที่กระทรวงการคลังเก็บรักษาไว้ตามวรรค สอง ให้กระทรวงการคลังนำไปหาดอกผลได้ โดยการฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำกับ ธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือการซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาล

มาตรา 5 กองทุนสงเคราะห์เกษ๖รกรประกอบด้วย

1. เงินที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย และกฎหมายว่าด้วยการโอนเงินงบประมาณรายจ่าย

2. เงินค่าธรรมเนียมการส่งออกตามมาตรา 11

3. ดอกผลของเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร

4. เงินกู้ที่รัฐบาลกู้เพื่อสมทบกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี

5. เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้

ให้จัดสรรกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของรายรับตาม (2) เป็นเงินทุนหมุนเวียน

มาตรา 6 การเรียกเก็บเงินอื่นใดเพื่อการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากอากรขาออก ค่าธรรมเนียม หรือเงินอย่างอื่นที่เรียกเก็บตามกฎหมาย และค่าธรรมเนียมการส่งออกตามพระราชบัญญัตินี้ จะกระทำมิได้

มาตรา 7 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดชนิดหรือประเภทของผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ผู้ส่งออกต้องเสียค่าธรรมเนียมการส่งออก เมื่อปรากฏว่า

1. การส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใดหรือประเภทใด อาจทำให้ราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดนั้น หรือประเภทนั้น มีแนวโน้มสูงขึ้นจนกระทบกระเทือนต่อการบริโภคภายในประเทศ หรืออาจก่อให้เกิดความขาดแคลน ซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดนั้น หรือประเภทนั้นในประเทศ หรือ

2. ราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใด หรือประเภทใดในต่างประเทศสูงกว่า ราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดนั้น หรือประเภทนั้นในประเทศมาก ทำให้กำไรจากการส่งออกสูงเกินสมควร

การเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกประกาศตามวรรคหนึ่ง ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 8 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการส่งออกซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดหรือประเภทที่กำหนดตามมาตรา 7 รวมทั้งระเบียบการเก็บและวิธีการชำระค่าธรรมเนียมการส่งออก

การเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกประกาศตามวรรคหนึ่งต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี

มาตรา 9 ถ้าการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหาร ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการส่งออก เกิดขึ้นจากการซื้อขาย ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจลดอัตราค่าธรรมเนียมการส่งออกสำหรับ ผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดหรือประเภทดังกล่าวสำหรับปริมาณที่ซื้อขายกันแต่ละ คราวได้

มาตรา 10 ภายใต้บังคับมาตรา 9 ผู้ส่งออกซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดหรือประเภทที่กำหนดตามาตรา 7 ต้องเสียค่าธรรมเนียม การส่งออก ตามอัตรา ระเบียบ และวิธีการที่รัฐมนตรีว่ากการกระทรวงพาณิชย์กำหนด

มาตรา 11 เงินค่าธรรมเนียมการส่งออกที่เรียกเก็บได้ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อใช้ในกิจการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

การจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อใช้ในการส่งเสริมการผลิต การพยุงราคาและการจำหน่ายซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหาร ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนดโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี

มาตรา 12 ให้มีคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกร และผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นกรรมการโดยตำแหน่งและ กรรมการอื่นที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีจำนวนไม่เกินแปดคน ในจำนวนนี้ให้มีผู้แทนสหกรณ์การเกษตรหนึ่งคน ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรหนึ่งคน และเกษตรกรอื่นอีกสามคน

คณะกรรมการจะแต่งตั้งกรรมการหรือบุคคลอื่นเป็นเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการก็ได้

มาตรา 13 กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งอีกก็ได้

มาตรา 14 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 13 กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

1. ตาย

2. ลาออก

3. เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ

4. ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษ สำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

ในกรณีที่กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรือในกรณีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่ง แต่งตั้งไว้แล้ว ยังมีวาระอยู่ในตำแหน่งให้ผู้ได้รับตำแหน่งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือให้เป็น กรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการ ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว

ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ อาจได้รับค่าพาหนะ เบี้ยเลี้ยงค่าเช่าที่พัก ค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทน หรือเบี้ยประชุม ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา 15 การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวนของ กรรมการทั้งหมด จึงเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ใน ที่ประชุม ให้รองประธานกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการ คนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา 16 คณะกรรมการอาจตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อให้กระทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งแทนได้

ให้นำมาตรา 15 มาใช้บังคับแก่การประชุมและวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม

มาตรา 17 ให้กรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

1. พิจารณาโครงการส่งเสริมการผลิต และโครงการพยุงราคา และการจำหน่ายซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหารที่กระทรวง ทบวง กรม และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเสนอ

2. พิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินสำหรับโครงการส่งเสริมการผลิตและ โครงการพยุงราคาและการจำหน่ายซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหาร

3. ทำความเห็นเสนอคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการพิจารณาตาม (1) และ (2)

4. วางระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร

5. ติดตามผลการดำเนินการของกิจการตามโครงการในมาตรา 18

มาตรา 18 กิจการตามโครงการที่จะใช้จ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรได้นั้น ได้แก่ กิจการดังต่อไปนี้

1. การส่งเสริมการผลิตผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหารโดย
  • จัดหาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาอันสมควร
  • ให้เกษตรกรกู้เพื่อการลงทุนในการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหาร
  • ดำเนินการจัดหาที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำกิน การจัดหากรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่เกษตรกร การปฏิรูปที่ดินและการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
  • ดำเนินการอื่นใดอันจะก่อประโยชน์ในการผลิตผลิตผลเกษตรกรรมขั้น ต้นและผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งการส่งเสริมการผลิตวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเกษตร


2. การพยุงราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศโดย
  • ซื้อ หรือรับจำนำผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหารในราคาที่รัฐมนตรีกำหนด
  • ขายภายในประเทศ และขายโดยส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหาร
  • ดำเนินการอื่นใดที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อขจัดภัยร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมอันจะเป็นผลเสียหายแก่เกษตรกร


3. การดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อขจัดภัยร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมอันจะเป็นผลเสียหายแก่เกษตรกร

มาตรา 19 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรแก่ กระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้ององค์การของรัฐบาลและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อใช้จ่ายในกิจการตามโครงการส่งเสริมการผลิตและโครงการพยุงราคาและการ จำหน่าย ซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับอนุมัติจากคณะ รัฐมนตรี

มาตรา 20 ในการสงเคราะห์เกษตรกรตามโครงการช่วยเหลือในเรื่องการผลิต ให้คำนึงผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ประสบความเดือดร้อนเป็นหลักก่อน ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 21 ภายในกำหนดเวลาเก้าสิบวัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณทุกปี ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศรายงานการรับจ่ายเงินของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรในราชกิจจานุเบกษา

รายงานการรับจ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง เมื่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบแล้วให้ทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอรัฐสภาทราบ

มาตรา 22 ผู้ส่งออกผู้ใด ไม่เสียค่าธรรมเนียมการส่งออกตามมาตรา 10 หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ตนเสียค่าธรรมเนียมการส่งออกน้อยกว่าที่ต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับสิบเท่าของค่าธรรมเนียมการส่งออกที่ ยังต้องชำระ แต่ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

เงินค่าปรับตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นค่าธรรมเนียมการส่งออกที่เรียกเก็บได้ตามพระราชบัญญัตินี้และให้ส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์เกษตรกร

มาตรา 23 ผู้ใดกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ส่งออก เพื่อให้ผู้ส่งออกไม่เสียค่าธรรมเนียมการส่งออก หรือให้เสียค่าธรรมเนียมการส่งออกน้อยกว่าที่ต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 24 เงินค่าธรรมเนียมการส่งออกที่เรียกเก็บได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2518 ให้ส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์เกษตรกรร้อยละแปดสิบ ส่วนที่เหลือให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

มาตรา 25 บรรดาคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาตส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าใด ๆ ที่ผู้ส่งออกต้องเสียค่าธรรมเนียมการส่งออกและในส่วนที่เกี่ยวกับค่า ธรรมเนียมการส่งออก ที่ออกไว้ ก่อนวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คงมีผลใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะได้มีการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นแล้ว

มาตรา 26 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระ ราชบัญญัตินี้

ประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

 

 
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สัญญา ธรรมศักดิ์
นายกรัฐมนตรี


 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประกอบอาชีพการเกษตร ผลิตผลเกษตรกรรมเป็นสินค้าขาออกที่ทำรายได้มาสู่ประเทศเป็นลำดับหนึ่ง การเศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับอาชีพเกษตรกรเป็นสำคัญ แต่ปรากฏว่าเกษตรกรส่วนมากเป็นผู้ยากจนต้องกู้ยืมเงินทุนมาใช้ในการประกอบ อาชีพและเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงทำให้เกษตรกรมีหนี้สินล้นพ้นตัวและต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินและกลาย เป็นผู้เช่าที่ดินต้องเสียค่าเช่าในอัตราสูง นอกจากนั้นเกษตรกรผู้ผลิตตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นผู้กำหนดราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหาร โดยมุ่งเอกเปรียบกดราคาเพื่อให้ตนได้รับผลกำไรจากการซื้อผลิตผล และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากเกษตรกรให้มากที่สุด รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรให้หลุดพ้นจาก หนี้สิน มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองและให้สามารถเพิ่มผลผลิตและมีรายได้สูงขึ้น และเพื่อช่วยพยุงราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหารให้อยู่ใน ระดับที่เหมาะสม เป็นผลดีแก่ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคภายในประเทศ เห็นสมควรมีกฎหมายจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรขึ้น โดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการส่งเสริมเพิ่มผลผลิตและเพื่อพยุง ราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นและผลิตภัณฑ์อาหาร จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้